ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังเผชิญ “คลื่นซัดยาบ้า” ระลอกใหม่ รุนแรง เงียบงัน แต่กัดกินทุกชุมชนอย่างช้าๆ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ชาวบ้านตกงาน รายได้น้อย กลายเป็นเป้าหมายง่ายของกลุ่มค้า “ของมรณะ” ที่กำลังปรับเส้นทางใหม่จากสามเหลี่ยมทองคำเข้าสู่ไทย ผ่านช่องทาง สปป.ลาว ซึ่งถูกใช้เป็นประตูบานใหญ่ลำเลียงยาเสพติดไปยังตอนในของประเทศการปรับยุทธวิธีของขบวนการค้ายาเสพติด “ดึงไทยเข้าสู่สมรภูมิใหม่” ที่รัฐจำต้องเร่งรับมืออย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะสำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคงทุกมิติ หากช้าเพียงก้าวเดียว…จำนวนผู้เสพและภัยร้ายทางสังคมจะพุ่งสูงแบบหยุดไม่อยู่เส้นทางลับใหม่ – อีสานกลายเป็นแนวรบหน้าแรกนายคณิศร ภาพีรนนท์ ผอ.สำนักปราบปรามยาเสพติด เปิดข้อมูลสำคัญว่า แผนที่ยาเสพติดของภูมิภาคได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเดิม 80% ของยาเสพติด ไหลจากแหล่งผลิตสามเหลี่ยมทองคำ ผ่านเมียนมา สู่ภาคเหนือไทย แต่ช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในเมียนมาเต็มไปด้วยความไม่สงบ การสู้รบ และเขตปกครองตนเอง ทำให้เส้นทางเดิมมีความเสี่ยงสูงผลคือ “เครือข่ายค้ายา” หันหัวเรือมุ่งสู่ สปป.ลาว ใช้พื้นที่แม่น้ำโขงเป็นทางลำเลียงหลัก พร้อมใช้คนไทยที่หลบหมายจับไปซ่อนตัวในลาวคอยสั่งการและประสานงานอีสานจึงกลายเป็นทั้ง “ทางผ่าน” และ “ตลาดใหญ่” ในเวลาเดียวกันอีกด้านจำนวนผู้เสพเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ว่างงาน ส่งผลให้คดีอาชญากรรมจากพิษยาบ้า ตั้งแต่คุ้มคลั่ง ทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงปล้นชิงทรัพย์ ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องยอด 99% ของอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่เกี่ยวพันกับยาบ้าโดยตรงไทยกำลังเป็น “ปลายทาง” ของยาบ้าโลกยาเสพติดชนิดอื่น อย่างไอซ์ หรือเฮโรอีน ส่วนใหญ่เป็นทางผ่านไปประเทศที่สาม แต่ “ยาบ้า” กำลังถูกตั้งเป้าให้ไทยเป็นตลาดหลักนี่คือสัญญาณอันตรายนี่คือไฟที่กำลังลุกจากภาคอีสาน ไปสู่ทุกภูมิภาค“หลังคา 2 ชั้น” กลายเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของรัฐไทยรัฐบาลไทย – รัฐบาลลาว ลงนามความร่วมมือด้านยาเสพติด เปิดทางให้ ป.ป.ส.ภาค 4 ทำงานร่วมกับตำรวจลาวแบบ “ปฏิบัติการร่วม” ทั้งชี้เป้า แลกข้อมูล ไล่ล่าผู้ค้ายาและกลุ่มที่ใช้ลาวเป็นช่องทางลำเลียงหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์คือ “หลังคา 2 ชั้น”ชั้นที่ 1 การป้องกันแนวชายแดนไทย เพิ่มกำลัง ปรับแผนลาดตระเวน และสกัดกั้นทุกจุดเสี่ยง และ ชั้นที่ 2 การสกัดตั้งแต่ต้นทางในลาว ทำงานร่วมกับลาวเพื่อหยุดยาเสพติดก่อนถึงฝั่งโขงผลลัพธ์เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม ปี 2566 ไทยจับกุมตัวการใหญ่ระดับโครงข่าย ได้ 2 ราย รวมถึง “อ่อง กีวา” สัญชาติมาเลเซีย ตัวละครหลัก ในการลำเลียงไอซ์จากลาวผ่านไทยไปออสเตรเลีย คิดเป็น 40% ของเส้นทางทั้งหมด พร้อมยึดทรัพย์ร่วมหลายร้อยล้านบาทนี่คือชัยชนะสำคัญของฝ่ายความมั่นคงไทย“ร้อยเอ็ดโมเดล” การบำบัด ฟื้นฟู ป้องกันซ้ำคือมิติการแก้ปัญหาภายในประเทศ ของสำนักงาน ป.ป.ส.ใช้ ร้อยเอ็ดโมเดล ลงลึกพื้นที่จริง สำรวจ (X-ray) ชุมชน แยกผู้เสพ 3 ระดับ คือ สีเขียว (ผู้เสพ) บำบัดในชุมชน สีเหลือง (ผู้ติด) ส่งรักษาที่ รพ.สต. และสีแดง (อาการรุนแรง/คุ้มคลั่ง) บำบัดจิตเวชเข้มข้นทุกครั้งที่เจอผู้เสพ จะ “ขยายผล” หาแหล่งยา และตามยึดทรัพย์เครือข่ายทันทีเพื่อตัดเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของนักค้ายาเทคโนโลยี – อาวุธใหม่ของ ป.ป.ส.ภาคอีสานมีชายแดนตามแนวแม่น้ำโขงยาวและโล่ง เปิดช่องให้ลำเลียงได้ง่าย การสกัดกั้นจึงต้องยกระดับด้วยเทคโนโลยี เช่น โดรนลาดตระเวน กล้องตรวจจับระยะไกลทำงานได้ 24 ชม. ระบบบันทึกภาพเป็นหลักฐาน และนิติวิทยาศาสตร์เก็บรอยนิ้วมือจากห่อบรรจุยาทั้งหมดนี้ช่วย “ย่นเวลา” ไล่ล่าผู้ค้ายา และขยายผลถึงตัวการใหญ่ได้แม่นยำกว่าเดิมหลายเท่าภารกิจชาติที่ต้องเดินไปด้วยกันสงครามยาเสพติดระลอกใหม่ ไม่ใช่ พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ขับเคลื่อนเพียงลำพัง แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ชาติ” สำนักงาน ป.ป.ส. ต้องบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อทลายเครือข่ายนายทุน การปิดเส้นทางลำเลียงตั้งแต่ต้นน้ำ การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพชายแดน การบำบัด ฟื้นฟู สร้างอาชีพ และการป้องกันไม่ให้ผู้เสพกลับสู่วงจรเดิมอีสานกำลังยืนอยู่หน้าประตูที่โดนเคาะแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยาเสพติดไทยวันนี้คือจังหวะที่ รองเลขาธิการ “สุริยา สิงหกมล” ต้อง “ลงมือให้แรงที่สุด” เพื่อปิดประตูประเทศไทยไม่ให้เป็นปลายทางของพิษยาบ้าอีกต่อไปยุทธการหลังคา 2 ชั้นจึงไม่ใช่เพียงยุทธศาสตร์…แต่คือคำมั่นสัญญาของ สำนักงาน ป.ป.ส. ต่อประชาชนทั้งประเทศ//











































